LATIN NAME
Cucumis sativus
SCIENTIFIC NAME
Cucumis sativus
Soil Temperature
ช่วงอุณหภูมิดินที่เหมาะสมในการงอก
28-32 °C
Days to Germination
ระยะเวลาในการเพาะเมล็ด
5-7 วัน
SUN REQUIREMENT
แสงแดดตลอดวัน
ให้ผลผลิตที่น่าเชื่อถือบนต้นที่กะทัดรัดเป็นพิเศษ ผลมีลักษณะทรงเหลี่ยม ความยาวผลปานกลาง 3-5 นิ้ว ทรงป้อมสั้น เหมาะสำหรับการรับประทานสด และการดองได้ดี มีสีเขียวมรกตสดใสที่เป็นเอกลักษณ์ เถาต้นมีขนาดกะทัดรัด แตกกิ่งก้านสาขาได้เยอะ (ปีนขึ้นไม่สูง แตกออกด้านข้าง) ขนาดใบเล็ก ใบมีขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดปกติ จึงทำให้อากาศถ่ายเทดี เห็นลูกได้ชัด
ทนต่อราน้ำค้าง, ราแป้ง, ไวรัสแตงกวา, และเหี่ยวแบคทีเรีย
- Angular Leaf Spot (High)
โรคใบจุดเหลี่ยม เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้เกิดจุดแผลบนใบ มีความทนทานสูง - Anthracnose (High)
โรคแอนแทรคโนส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้เกิดแผลเน่าบนใบ ผล และลำต้น มีความทนทานสูง - Bacterial Wilt (High)
โรคเหี่ยวแบคทีเรีย เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ทำให้พืชเหี่ยวเฉาและตายอย่างรวดเร็ว มีความทนทานสูง - Cucumber Mosaic Virus (Intermediate)
โรคไวรัสโมเสคแตง เป็นโรคที่เกิดจากไวรัส ทำให้ใบด่างและต้นแคระแกร็น มีความทนทานปานกลาง - Powdery Mildew (Intermediate)
โรคราแป้ง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้มีผงสีขาวคล้ายแป้งบนใบ มีความทนทานปานกลาง - Scab (High)
โรคสแคป เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้เกิดแผลตกสะเก็ดบนใบและผล มีความทนทานสูง
Hybrid F1 พันธุ์ลูกผสม
ให้ผลผลิตเป็นช่อ ติดลูกได้จำนวนมากและสม่ำเสมอ ความยาวผลปานกลาง 3-4 นิ้ว ทรงกระบอก ผิวเรียบเนียน เปลือกบาง สีเขียวเข้ม ไม่มีติดรสขม เหมาะสำหรับการรับประทานสด ทานเล่นเป็นอาหารว่าง ด้วยขนาดที่เล็กพอดีคำ เถาต้นมีขนาดกะทัดรัด ปีนขึ้นในแนวดิ่ง
ทนต่อราน้ำค้าง, ราแป้ง
วิธีเพาะปลูก
เตรียมดิน "ความร่วนซุย ระบายน้ำดี แต่เก็บความชื้นได้เก่ง" เพราะแตงกวาเป็นพืชที่กินน้ำดุแต่ไม่ชอบน้ำขัง
- ต้องการดินที่ร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง และมีค่า pH 6–6.8
- จำเป็นต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอเพื่อให้ได้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์
- แตงกวาไวต่อความเย็นมาก ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งอุณหภูมิของดินและอากาศอุ่นขึ้นก่อนปลูก
- การใช้คลุมดินพลาสติกและผ้าคลุมแถวปลูกจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและศักยภาพในการให้ผลผลิตของแตงกวาอย่างมาก โดยให้ความอบอุ่นและป้องกันแมลง
- สำหรับการผลิตในโรงเรือนหรืออุโมงค์สูง ขอแนะนำให้ใช้พันธุ์ดอกตัวเมีย (Gynoecious)
และพันธุ์ที่ติดผลได้โดยไม่ต้องผสมเกสร (Parthenocarpic)
การเตรียมค้างสำหรับ H-19 Little Leaf
สายพันธุ์นี้มีจุดเด่นที่ ใบเล็กแต่กิ่งก้านเยอะ มีความเป็นพุ่มสูง (Bushy habit) มากกว่าแตงกวาทั่วไป
ลักษณะค้างที่แนะนำ
ตาข่ายช่องกว้าง (A-Frame หรือแนวดิ่ง) หรือ กรงทรงกระบอก (Tomato Cage)
เนื่องจาก H-19 แตกกิ่งแขนง (Lateral branches) เยอะมาก การใช้ตาข่ายที่มีช่องกว้างประมาณ 10x10 ซม. หรือ 15x15 ซม. จะช่วยให้กิ่งก้านเลื้อยพันได้อิสระเทคนิคเฉพาะ
ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งมาก
ต่างจากแตงกวาทั่วไป เพราะ H-19 Little Leaf ให้ผลผลิตดีจากกิ่งแขนง ดังนั้นควรปล่อยให้เขาเลื้อยแผ่ไปตามตาข่ายรักษาการระบายอากาศให้ดี
แม้ใบจะเล็ก แต่อย่าปลูกชิดกันเกินไป (ระยะห่างระหว่างต้นควรอยู่ที่ 30-45 ซม.) เพื่อให้ลมพัดผ่านพุ่มที่หนาได้สะดวก ลดโอกาสเกิดเชื้อราสะสม
การเตรียมค้างสำหรับ Minime F1
สายพันธุ์นี้เน้น ความสวยงามและผลผลิตแนวดิ่ง มักถูกปลูกในพื้นที่จำกัด หรือปลูกในกระถาง
ลักษณะค้างที่แนะนำ
ค้างแนวตั้งเส้นเดียว (Single String) หรือ ตาข่ายแนวดิ่ง (Vertical Net)
เนื่องจาก Minime F1 มักจะถูกเลี้ยงให้ขึ้นสู่ที่สูงเพื่อให้ลูกแตงกวาห้อยลงมาในแนวดิ่งตรงๆ ผิวจะได้เรียบสวย ไม่คดงอ ดูแลจัดการง่ายเทคนิคเฉพาะ
การพันยอด
หากปลูกในกระถาง การใช้เชือกไนลอนแขวนจากเพดานลงมาแล้วพันยอดขึ้นไปจะประหยัดพื้นที่มากการตัดแต่ง
เพื่อให้ลูกดกและได้ขนาดสม่ำเสมอ แนะนำให้ปลิดหรือตัดแต่งกิ่งแขนงช่วงล่าง (3-5 ข้อแรก) ออก เพื่อให้สารอาหารไปเลี้ยงลำต้นหลักและลูกด้านบนได้เต็มที่
วันเก็บเกี่ยว
- นับจากวันที่เพาะเมล็ดโดยตรง หากย้ายกล้าปลูก ให้ลบออกประมาณ 10 วันจากวันเก็บเกี่ยว
การย้ายกล้าปลูก
- เพาะเมล็ดในที่ร่มในถาดเพาะ 50 หลุม 1–2 เมล็ด/หลุม 3–4 สัปดาห์ก่อนย้ายกล้าปลูก
- รักษาอุณหภูมิให้สูงกว่า 21°C ในเวลากลางวัน และ 16°C ในเวลากลางคืน
- ย้ายกล้าปลูกโดยเว้นระยะห่าง 12 นิ้วในแถวที่ห่างกัน 5–6 ฟุต
- อย่ารบกวนรากเมื่อย้ายกล้าปลูก
การเพาะเมล็ดโดยตรง
- รอจนกว่าดินจะอุ่น อย่างน้อย 21°C เมล็ดแตงกวาจะไม่งอกที่อุณหภูมิดินต่ำกว่า 10°C
- หยอดเมล็ดแตงกวาให้ลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร
- หยอด 2 เมล็ด/ฟุต ในระยะแถวที่ห่างกัน 6 ฟุต
- ถอนต้นให้เหลือระยะห่าง 12 นิ้ว
- การรดโคนต้น หรือฉีดพ่นใบ เลือกใช้ปุ๋ยปลา+ปุ๋ยสาหร่าย บำรุงพืชอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อผลผลิตที่ดี เติมธาตุอาหารที่หลากหลาย บำรุงรากให้สมบูรณ์แข็งแรง สามารถดูดซึมธาตุอาหารในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การให้ปุ๋ย เติมดิน ใส่ปุ๋ยหมักหรือดินหมัก เดือนละ 1 ครั้ง เลือกใช้ปุ๋ยที่ผ่านกระบวนการหมักที่สมบูรณ์และสะอาด ปราศจากโรคและแมลงปนเปื้อน
ให้ปุ๋ยทางใบ ควรฉีดพ่นใต้ใบในเวลาเช้าตรู่ เป็นช่วงเวลาที่พืชเปิดปากใบ ฉีดพ่นก่อนเวลาที่พืชจะพบกับแสงแดดจัด ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม (เช่น แคลเซียม โบรอน) จะช่วยป้องกันการขาดธาตุอาหาร และช่วยให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ
แมลงศัตรูพืช
- แมลงเต่าแตงแดง
การเก็บเกี่ยว
- เมื่อเริ่มออกผล ให้เก็บเป็นประจำ
สิ่งสำคัญคือต้องเก็บเกี่ยวทุกวันหรือสองวัน ต้นที่ปล่อยให้มีผลสุกเกินไปจะทำให้การผลิตช้าลง - เก็บเกี่ยวผลแตงกวาในช่วงเช้าตรู่ก่อนที่แสงแดดจะส่องถึง เพื่อรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด
หลังการเก็บเกี่ยว
- เก็บแตงกวาที่อุณหภูมิ 7–10°C และความชื้นสัมพัทธ์ 90% ได้นานถึง 2 สัปดาห์
หมายเหตุ
- หากแตงกวาพันธุ์ที่ติดผลได้โดยไม่ต้องผสมเกสร (Parthenocarpic) ได้รับการผสมเกสรข้ามพันธุ์กับแตงกวาพันธุ์อื่น จะทำให้ได้ผลที่มีเมล็ด โดยทั่วไปแล้ว พันธุ์ที่ไม่มีเมล็ดจะปลูกแยกกันในโรงเรือนหรือโรงเรือนอุโมงค์ที่มีตาข่ายกันแมลงติดตั้งไว้ เพื่อป้องกันการผสมเกสรข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์ที่มีเมล็ดและไม่มีเมล็ด
ทำไมแตงกวาของฉันถึงมีรสขมหรือรสชาติไม่ดี?
รสขมอาจเกิดจากหลายปัจจัย ก่อเกิดให้ต้นแตงกวาเครียด ได้แก่ อุณหภูมิที่ร้อนและแห้ง การให้น้ำมากเกินไป ดินที่มีปุ๋ยไม่ดี หรือถูกโรคแมลงทำร้าย แตงกวามีรากตื้น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าดินชื้นแต่ไม่แฉะเกินไป ทดสอบดินของคุณเพื่อหาการขาดสารอาหาร
ทำไมต้นแตงกวาถึงมีใบจำนวนมาก แต่ไม่มีดอก?
พืชน่าจะได้รับไนโตรเจนมากเกินไป ซึ่งกระตุ้นให้มันเติบโตใบ และได้รับฟอสฟอรัสไม่เพียงพอ ซึ่งส่งเสริมการออกดอกและติดผล แนะนำให้เลือกปุ๋ยที่มีอัตราส่วนที่สมดุลของธาตุหลักสามชนิด เช่น 10-10-10 หรือที่ตัวเลขกลาง (ฟอสฟอรัส) มากกว่าตัวเลขแรก (ไนโตรเจน) เช่น 2-3-1

