Snack/Pickling Cucumber

LATIN NAME
Cucumis sativus
SCIENTIFIC NAME
Cucumis sativus

GERMINATION GUIDE
Soil Temperature
ช่วงอุณหภูมิดินที่เหมาะสมในการงอก
28-32 °C
Days to Germination
ระยะเวลาในการเพาะเมล็ด
5-7 วัน


SUN REQUIREMENT
แสงแดดตลอดวัน


สายพันธุ์พืช
(ชื่อเรียกทางการค้า)



H-19 Little Leaf Cucumber
Organic Seed เมล็ดพันธุ์ออร์แกนิค
Open Pollinated พันธุ์ผสมเปิด

DAYS TO MATURITY
57 วัน

ให้ผลผลิตที่น่าเชื่อถือบนต้นที่กะทัดรัดเป็นพิเศษ ผลมีลักษณะทรงเหลี่ยม ความยาวผลปานกลาง 3-5 นิ้ว ทรงป้อมสั้น เหมาะสำหรับการรับประทานสด และการดองได้ดี มีสีเขียวมรกตสดใสที่เป็นเอกลักษณ์ เถาต้นมีขนาดกะทัดรัด แตกกิ่งก้านสาขาได้เยอะ (ปีนขึ้นไม่สูง แตกออกด้านข้าง) ขนาดใบเล็ก ใบมีขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดปกติ จึงทำให้อากาศถ่ายเทดี เห็นลูกได้ชัด

เหมาะสำหรับปลูกในแปลงกลางแจ้ง โรงเรือน หรือภาชนะ ได้รับการพัฒนาและเผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยอาร์คันซอในปี 1991 ต้นสามารถให้ผลผลิตได้ดีภายใต้สภาวะเครียด โดยไม่ต้องมีแมลงผสมเกสร ผลผลิตสูง เป็นพันธุ์ที่ติดผลได้เอง (Parthenocarpic) ได้รับการรับรองออร์แกนิกจาก USDA เป็นเมล็ดพันธุ์เปิด สามารถเก็บเมล็ดต่อได้


DISEASE RESISTANCE
ความทนทานต่อการเกิดโรค
ทนต่อราน้ำค้าง, ราแป้ง, ไวรัสแตงกวา, และเหี่ยวแบคทีเรีย

  • Angular Leaf Spot (High)
    โรคใบจุดเหลี่ยม เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้เกิดจุดแผลบนใบ มีความทนทานสูง

  • Anthracnose (High)
    โรคแอนแทรคโนส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้เกิดแผลเน่าบนใบ ผล และลำต้น มีความทนทานสูง

  • Bacterial Wilt (High)
    โรคเหี่ยวแบคทีเรีย เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ทำให้พืชเหี่ยวเฉาและตายอย่างรวดเร็ว มีความทนทานสูง

  • Cucumber Mosaic Virus (Intermediate)
    โรคไวรัสโมเสคแตง เป็นโรคที่เกิดจากไวรัส ทำให้ใบด่างและต้นแคระแกร็น มีความทนทานปานกลาง

  • Powdery Mildew (Intermediate)
    โรคราแป้ง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้มีผงสีขาวคล้ายแป้งบนใบ มีความทนทานปานกลาง

  • Scab (High)
    โรคสแคป เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้เกิดแผลตกสะเก็ดบนใบและผล มีความทนทานสูง





MiniMe Cucumber
Organic Seed เมล็ดพันธุ์ออร์แกนิค
Hybrid F1 พันธุ์ลูกผสม

DAYS TO MATURITY
45-50 วัน

ให้ผลผลิตเป็นช่อ ติดลูกได้จำนวนมากและสม่ำเสมอ ความยาวผลปานกลาง 3-4 นิ้ว ทรงกระบอก ผิวเรียบเนียน เปลือกบาง สีเขียวเข้ม ไม่มีติดรสขม เหมาะสำหรับการรับประทานสด ทานเล่นเป็นอาหารว่าง ด้วยขนาดที่เล็กพอดีคำ เถาต้นมีขนาดกะทัดรัด ปีนขึ้นในแนวดิ่ง

เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่จำกัด ในโรงเรือน ในมุ้ง ปลูกในกระถางได้ดี ต้นสามารถให้ผลผลิตได้โดยไม่ต้องมีแมลงผสมเกสร เป็นพันธุ์ที่ติดผลได้เอง (Parthenocarpic) ได้รับการรับรองออร์แกนิกจาก USDA เป็นพันธุ์ลูกผสม ไม่แนะนำให้เก็บเมล็ดต่อ

DISEASE RESISTANCE
ความทนทานต่อการเกิดโรค
ทนต่อราน้ำค้าง, ราแป้ง



วิธีเพาะปลูก


เตรียมดิน "ความร่วนซุย ระบายน้ำดี แต่เก็บความชื้นได้เก่ง" เพราะแตงกวาเป็นพืชที่กินน้ำดุแต่ไม่ชอบน้ำขัง

  • ต้องการดินที่ร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี มีความอุดมสมบูรณ์สูง และมีค่า pH 6–6.8
  • จำเป็นต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอเพื่อให้ได้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์
  • แตงกวาไวต่อความเย็นมาก ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งอุณหภูมิของดินและอากาศอุ่นขึ้นก่อนปลูก
  • การใช้คลุมดินพลาสติกและผ้าคลุมแถวปลูกจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและศักยภาพในการให้ผลผลิตของแตงกวาอย่างมาก โดยให้ความอบอุ่นและป้องกันแมลง
  • สำหรับการผลิตในโรงเรือนหรืออุโมงค์สูง ขอแนะนำให้ใช้พันธุ์ดอกตัวเมีย (Gynoecious)
    และพันธุ์ที่ติดผลได้โดยไม่ต้องผสมเกสร (Parthenocarpic)


การเตรียมค้างสำหรับ H-19 Little Leaf
สายพันธุ์นี้มีจุดเด่นที่ ใบเล็กแต่กิ่งก้านเยอะ มีความเป็นพุ่มสูง (Bushy habit) มากกว่าแตงกวาทั่วไป

  • ลักษณะค้างที่แนะนำ
    ตาข่ายช่องกว้าง (A-Frame หรือแนวดิ่ง) หรือ กรงทรงกระบอก (Tomato Cage)
    เนื่องจาก H-19 แตกกิ่งแขนง (Lateral branches) เยอะมาก การใช้ตาข่ายที่มีช่องกว้างประมาณ 10x10 ซม. หรือ 15x15 ซม. จะช่วยให้กิ่งก้านเลื้อยพันได้อิสระ

  • เทคนิคเฉพาะ

    • ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งมาก
      ต่างจากแตงกวาทั่วไป เพราะ H-19 Little Leaf ให้ผลผลิตดีจากกิ่งแขนง ดังนั้นควรปล่อยให้เขาเลื้อยแผ่ไปตามตาข่าย

    • รักษาการระบายอากาศให้ดี
      แม้ใบจะเล็ก แต่อย่าปลูกชิดกันเกินไป (ระยะห่างระหว่างต้นควรอยู่ที่ 30-45 ซม.) เพื่อให้ลมพัดผ่านพุ่มที่หนาได้สะดวก ลดโอกาสเกิดเชื้อราสะสม


การเตรียมค้างสำหรับ Minime F1
สายพันธุ์นี้เน้น ความสวยงามและผลผลิตแนวดิ่ง มักถูกปลูกในพื้นที่จำกัด หรือปลูกในกระถาง

  • ลักษณะค้างที่แนะนำ
    ค้างแนวตั้งเส้นเดียว (Single String) หรือ ตาข่ายแนวดิ่ง (Vertical Net)
    เนื่องจาก Minime F1 มักจะถูกเลี้ยงให้ขึ้นสู่ที่สูงเพื่อให้ลูกแตงกวาห้อยลงมาในแนวดิ่งตรงๆ ผิวจะได้เรียบสวย ไม่คดงอ ดูแลจัดการง่าย

  • เทคนิคเฉพาะ

    • การพันยอด
      หากปลูกในกระถาง การใช้เชือกไนลอนแขวนจากเพดานลงมาแล้วพันยอดขึ้นไปจะประหยัดพื้นที่มาก

    • การตัดแต่ง
      เพื่อให้ลูกดกและได้ขนาดสม่ำเสมอ แนะนำให้ปลิดหรือตัดแต่งกิ่งแขนงช่วงล่าง (3-5 ข้อแรก) ออก เพื่อให้สารอาหารไปเลี้ยงลำต้นหลักและลูกด้านบนได้เต็มที่


วันเก็บเกี่ยว

  • นับจากวันที่เพาะเมล็ดโดยตรง หากย้ายกล้าปลูก ให้ลบออกประมาณ 10 วันจากวันเก็บเกี่ยว

การย้ายกล้าปลูก

  • เพาะเมล็ดในที่ร่มในถาดเพาะ 50 หลุม 1–2 เมล็ด/หลุม 3–4 สัปดาห์ก่อนย้ายกล้าปลูก
  • รักษาอุณหภูมิให้สูงกว่า 21°C ในเวลากลางวัน และ 16°C ในเวลากลางคืน
  • ย้ายกล้าปลูกโดยเว้นระยะห่าง 12 นิ้วในแถวที่ห่างกัน 5–6 ฟุต
  • อย่ารบกวนรากเมื่อย้ายกล้าปลูก

การเพาะเมล็ดโดยตรง

  • รอจนกว่าดินจะอุ่น อย่างน้อย 21°C เมล็ดแตงกวาจะไม่งอกที่อุณหภูมิดินต่ำกว่า 10°C
  • หยอดเมล็ดแตงกวาให้ลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร 
  • หยอด 2 เมล็ด/ฟุต ในระยะแถวที่ห่างกัน 6 ฟุต
  • ถอนต้นให้เหลือระยะห่าง 12 นิ้ว
การบำรุง
  • การรดโคนต้น หรือฉีดพ่นใบ เลือกใช้ปุ๋ยปลา+ปุ๋ยสาหร่าย บำรุงพืชอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อผลผลิตที่ดี เติมธาตุอาหารที่หลากหลาย บำรุงรากให้สมบูรณ์แข็งแรง สามารถดูดซึมธาตุอาหารในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การให้ปุ๋ย เติมดิน ใส่ปุ๋ยหมักหรือดินหมัก เดือนละ 1 ครั้ง เลือกใช้ปุ๋ยที่ผ่านกระบวนการหมักที่สมบูรณ์และสะอาด ปราศจากโรคและแมลงปนเปื้อน
  • ให้ปุ๋ยทางใบ ควรฉีดพ่นใต้ใบในเวลาเช้าตรู่ เป็นช่วงเวลาที่พืชเปิดปากใบ ฉีดพ่นก่อนเวลาที่พืชจะพบกับแสงแดดจัด ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม (เช่น แคลเซียม โบรอน) จะช่วยป้องกันการขาดธาตุอาหาร และช่วยให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ

แมลงศัตรูพืช

  • แมลงเต่าแตงแดง

การเก็บเกี่ยว

  • เมื่อเริ่มออกผล ให้เก็บเป็นประจำ
    สิ่งสำคัญคือต้องเก็บเกี่ยวทุกวันหรือสองวัน ต้นที่ปล่อยให้มีผลสุกเกินไปจะทำให้การผลิตช้าลง
  • เก็บเกี่ยวผลแตงกวาในช่วงเช้าตรู่ก่อนที่แสงแดดจะส่องถึง เพื่อรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด

หลังการเก็บเกี่ยว

  • เก็บแตงกวาที่อุณหภูมิ 7–10°C และความชื้นสัมพัทธ์ 90% ได้นานถึง 2 สัปดาห์

หมายเหตุ

  • หากแตงกวาพันธุ์ที่ติดผลได้โดยไม่ต้องผสมเกสร (Parthenocarpic) ได้รับการผสมเกสรข้ามพันธุ์กับแตงกวาพันธุ์อื่น จะทำให้ได้ผลที่มีเมล็ด โดยทั่วไปแล้ว พันธุ์ที่ไม่มีเมล็ดจะปลูกแยกกันในโรงเรือนหรือโรงเรือนอุโมงค์ที่มีตาข่ายกันแมลงติดตั้งไว้ เพื่อป้องกันการผสมเกสรข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์ที่มีเมล็ดและไม่มีเมล็ด

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมแตงกวาของฉันถึงมีรสขมหรือรสชาติไม่ดี?

รสขมอาจเกิดจากหลายปัจจัย ก่อเกิดให้ต้นแตงกวาเครียด ได้แก่ อุณหภูมิที่ร้อนและแห้ง การให้น้ำมากเกินไป ดินที่มีปุ๋ยไม่ดี หรือถูกโรคแมลงทำร้าย แตงกวามีรากตื้น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าดินชื้นแต่ไม่แฉะเกินไป ทดสอบดินของคุณเพื่อหาการขาดสารอาหาร

ทำไมต้นแตงกวาถึงมีใบจำนวนมาก แต่ไม่มีดอก?

พืชน่าจะได้รับไนโตรเจนมากเกินไป ซึ่งกระตุ้นให้มันเติบโตใบ และได้รับฟอสฟอรัสไม่เพียงพอ ซึ่งส่งเสริมการออกดอกและติดผล แนะนำให้เลือกปุ๋ยที่มีอัตราส่วนที่สมดุลของธาตุหลักสามชนิด เช่น 10-10-10 หรือที่ตัวเลขกลาง (ฟอสฟอรัส) มากกว่าตัวเลขแรก (ไนโตรเจน) เช่น 2-3-1




หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์
ขอให้สนุกกับทุกประสบการณ์เพาะปลูกนะคะ